11/03/53, 00:07:28
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

ศูนย์รวมชาวมหิดล เว็บบอร์ดมหาวิทยาลัยมหิดล ข่าวสารประชาสัมพันธ์ Mahidol University

หน้า: [1] 2
  ตอบ  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: มหาวิทยาลัยไทย 8 แห่ง ติด 200 สถาบันอุดมศึกษาชั้นนำแห่งเอเซีย!!  (อ่าน 2343 ครั้ง)
Moderator
เด็กทารก
*****
จิตพิสัย: +1/-0
Level 4 : Exp 43%
HP: 0.9%
PD: 0.121

กระทู้: 30
เพศ: ชาย
ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: 07/07/52, 16:16:14 »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง

เว็บไซต์ QS TOPUNIVERSTTIES เผยผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำในเอเชีย 200 แห่ง ซึ่งจัดขึ้นครั้งแรก พบว่า มหาวิทยาลัยในไทย ติดอันดับถึง 8 แห่ง ดังนี้

อันดับ 30 มหาวิทยาลัยมหิดล
อันดับ 35 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ครองร่วมกับ สถาบันเทคโนโลยีบอมเบย์ อินเดีย)
อันดับ 81 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อันดับ 85 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อันดับ 108 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
อันดับ 109 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
อันดับ 113 มหาวิทยาลัยขอนแก่น
อันดับ 151 มหาวิทยาลัยบูรพา

โดยแบ่งเป็น

คณะศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์
อันดับ 10 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อันดับ 28 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อันดับ 45 มหาวิทยาลัยมหิดล
อันดับ 54 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อันดับ 91 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
อันดับ 100 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

คณะวิทยาศาสตร์ชีวภาพและชีวการแพทย์
อันดับ 12 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อันดับ 20 มหาวิทยาลัยมหิดล
อันดับ 60 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
อันดับ 72 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อันดับ 77 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
อันดับ 78 มหาวิทยาลัยขอนแก่น
อันดับ 86 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและวิศวกรรม
อันดับ 24 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อันดับ 68 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อันดับ 72 มหาวิทยาลัยมหิดล
อันดับ 75 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อันดับ 78 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
อันดับ 90 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

มหาวิทยาลัยยอดเยี่ยม 10 อันดับแรกของเอเชีย ได้แก่
อันดับ 1 มหาวิทยาลัยฮ่องกง
อันดับ 2 มหาวิทยาลัยจีนแห่งฮ่องกง
อันดับ 3 มหาวิทยาลัยโตเกียว
อันดับ 4 มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง
อันดับ 5 มหาวิทยาลัยเกียวโต
อันดับ 6 มหาวิทยาลัยโอซากา
อันดับ 7 สถาบันวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีชั้นสูงแห่งเกาหลีใต้
อันดับ 8 มหาวิทยาลัยแห่งชาติกรุงโซล
อันดับ 9 สถาบันเทคโนโลยีโตเกียว
อันดับ10 มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ และมหาวิทยาลัยปักกิ่ง


ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการปรับปรุงเว็บไซต์มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากการจัดอันดับ QS Asian Universities Ranking 2009 ล่าสุด ปรากฏว่า มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศไทยในการเป็นมหาวิทยาลัยที่ด
ีที่สุด โดยอยู่ในลำดับที่ ๓๐ ของภูมิภาคเอเชีย ซึ่งการจัดอันดับครั้งนี้โดย บริษัท Quacquarelli Symonds Ltd. (QS) เป็นผู้พิจารณาจัดอันดับ โดยมีเกณฑ์ค่าน้ำหนักในการพิจาณาให้คะแนนจาก ๕ หลักเกณฑ์ คือ Asian Academic Peer Review 30%, Asian Employer Review 10%, Student/Faculty ratio 20%, Bibliometrics ? Papers per Faculty and Citations per Paper 30% (Papers per Faculty/ Citations per Paper) International factors 10% (International Faculty/ International Students/ Inbound Exchange Students/ Outbound Exchange Students)

จากการตรวจสอบการจัดอันดับของ QS Asian Universities Ranking 2009 มีมหาวิทยาลัยของรัฐของไทย ๔ แห่งเท่านั้นที่ติดอันดับ ๑ ใน ๑๐๐ ของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชีย คือ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นอันดับที่ ๓๐ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในอันดับที่ ๓๕ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในอันดับที่ ๘๑ และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในอันดับที่ ๘๕ ตามลำดับ


ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดการจัดอับดับ QS com Asian Universities Ranking 2009 ได้ที่ www.topuniversities.com
กรุณาสมัครสมาชิกหากต้องการแสดงความคิดเห็น คลิ๊ก>>>> สมัครสมาชิกมหิดล
รับสมัครผู้ดูแลประจำบอร์ดทุกหมวดหมู่คลิ๊กดูรายละเอียด
บันทึกการเข้า
Moderator
เด็กทารก
*****
จิตพิสัย: +1/-0
Level 4 : Exp 43%
HP: 0.9%
PD: 0.121

กระทู้: 30
เพศ: ชาย
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: 07/07/52, 16:22:15 »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง


มหาวิทยาลัยมหิดล อันดับ 30
มหาวิทยาลัยมหิดล จากโรงเรียนแพทย์สู่มหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยมหิดล มีความเป็นมาจาก โรงศิริราชพยาบาล ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างขึ้นบริเวณพระราชวังบวรสถานพิมุข หรือที่เรียกว่า วังหลัง ต่อมา จึงมีพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนแพทย์ ณ โรงศิริราชพยาบาล และตั้งชื่อโรงเรียนแพทย์ว่า ?โรงเรียนแพทยากร?จัดการเรียนการสอนในระดับประกาศนียบัตร 3 ปี หลังจากนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเปิดตึกของโรงเรียนแพทย์ จึงได้พระราชทานนามโรงเรียนแพทยากรใหม่ว่า ?โรงเรียนราชแพทยาลัย?

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเป็น ?จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย? จึงได้รวมโรงเรียนราชแพทยาลัยเข้าเป็นคณะหนึ่งของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2460 โดยใช้ชื่อว่า ?คณะแพทยศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย? ต่อมา จึงเปลี่ยนชื่อเป็น ?คณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล?

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2486 ได้แยก คณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ และ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งเป็น ?มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์?สังกัดกระทรวงการสาธารณสุข โดยได้จัดตั้งคณะต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยมากมาย เช่น คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี คณะทันตแพทยศาสตร์ พญาไท คณะเภสัชศาสตร์ นอกจากนี้ ยังมีการโอนคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ไปเป็น คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลนครเชียงใหม่ ไปเป็น คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ต่อมา ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ให้เป็นมหาวิทยาลัยที่สมบูรณ์แบบ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามมหาวิทยาลัยว่า มหาวิทยาลัยมหิดล อันเป็นพระนามของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกเป็นชื่อมหาวิทยาลัยแทนชื่อมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เดิม

ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยมหิดลจัดการเรียนการสอนภายในคณะ สถาบัน วิทยาลัยต่าง ๆ ครอบคลุมทั้งในสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ และเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมลงพระปรมาภิไธย ในพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2550 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เป็นผลทำให้มหาวิทยาลัยได้เปลี่ยนรูปแบบการบริหารงานเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ


จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อันดับ 35

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือกำเนิดจาก ?โรงเรียนสำหรับฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือน? ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2442 ณ ตึกยาว ข้างประตูพิมานชัยศรี ในพระบรมมหาราชวัง ด้วยมีพระราชปรารภที่จะทรงจัดการปกครองพระราชอาณาจักรให้ทันกาลสมัย จึงจัดตั้งโรงเรียนเพื่อฝึกหัดนักเรียนสำหรับรับราชการปกครองขึ้นในกระทรวงมหาดไทย ซึ่งนักเรียนที่จบการศึกษาจากโรงเรียนแห่งนี้ จะได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กรับ ราชการใกล้ชิดพระองค์ และด้วยประเพณีโบราณที่ข้าราชการจะถวายตัวเข้าศึกษางานในกรมมหาดเล็ก ก่อนที่จะออกไปรับตำแหน่งในกรมอื่น ๆ ดังนั้น พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนนามโรงเรียนเป็น ?โรงเรียนมหาดเล็ก? เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2445

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริที่จะขยายการจัดการศึกษา เพื่อผลิตนักเรียนไปรับราชการในกระทรวง ทบวง กรมอื่น ๆ ไม่เฉพาะกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกโรงเรียนมหาดเล็กเป็นโรงเรียนข้าราชการพลเรือน โดยใช้วังวินด์เซอร์ เป็นสถานที่ประกอบการเรียนการสอน และสถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2453 พร้อมทั้ง พระราชทานนามโรงเรียนแห่งนี้ว่า ?โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว? เนื่องจากเป็นโรงเรียนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระ ราชดำริจัดตั้งขึ้น และได้ใช้เงินคงเหลือจากการที่ราษฎรเรี่ยรายกันเพื่อสร้างพระบรมรูปทรงม้านั้น มาใช้เป็นทุนของโรงเรียนแห่งนี้นอกจากนี้ ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กำหนดที่ดินพระคลังข้างที่รวมเนื้อที่ทั้งสิ้น 1,309 ไร่เป็นเขตโรงเรียน โดยมีการจัดการศึกษาใน 5 โรงเรียน (คณะในปัจจุบัน) ได้แก่ โรงเรียนรัฎฐประศาสนศาสตร์ โรงเรียนคุรุศึกษา โรงเรียนราชแพทยาลัย โรงเรียนเนติศึกษา และโรงเรียนยันตรศึกษา

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริ เห็นสมควรที่จะขยายการศึกษาในโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น คือ ไม่เฉพาะสำหรับผู้ที่จะเล่าเรียนเพื่อรับราชการเท่านั้น แต่ผู้ใดที่มีความประสงค์จะศึกษาขั้นสูงก็สามารถเข้าเรียนได้ทั่วถึงกัน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า อยู่หัว ขึ้นเป็นมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2459 พร้อมทั้งพระราชทานนามว่า ?จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย? เพื่อเป็นอนุสาวรีย์สมพระเกียรติแห่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ระหว่างปี พ.ศ. 2459 - 2465 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีการปรับปรุงมาตรฐานการศึกษาระดับประกาศนียบัตร พร้อมกับเริ่มเตรียมการเรียนการสอนระดับปริญญา โดยขณะนั้นจัดการศึกษาเป็น 4 คณะ ได้แก่ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ( คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ในปัจจุบัน) คณะวิศวกรรมศาสตร์ และ คณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และในระหว่างปี พ.ศ. 2481 - 2490 เริ่มเน้นการเรียนการสอนอันเป็นพื้นฐานของวิชาชีพในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยมีการจัดตั้งเตรียมมหาวิทยาลัย คือ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ในปัจจุบัน)

เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงด้านภาษาและหนังสือหลายประการ เช่น ยกเลิกการใช้อักษร ?ฬ? ให้ใช้ ?ร,ล? แทน และ ยกเลิกการใช้ ?ณ? ให้ใช้ ?น? แทน ดังนั้น จึงได้ปรากฏการเขียนชื่อมหาวิทยาลัยในรูปแบบอื่นอีก ได้แก่ ?จุลาลงกรน์มหาวิทยาลัย? ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงไปตามสมัยนิยม อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่ ในปี พ.ศ. 2487 ก็มีการประกาศยกเลิกการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และให้กลับไปใช้การเขียนภาษาในรูปแบบเดิม การเขียนชื่อมหาวิทยาลัยจึงกลับเป็นแบบเดิม

หลังจากนั้น ในช่วงพ.ศ. 2497 - พ.ศ. 2514 ยังสามารถพบการเขียนนามมหาวิทยาลัยว่า ?จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย? ซึ่งไม่มีเครื่องหมายทัณฑฆาตที่ ?ณ? เช่น พระราชบัญญัติจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ฉบับที่ 4, 5 และ 6

ระหว่างปี พ.ศ. 2491 - 2503 มหาวิทยาลัยก็ได้ขยายการศึกษาไปยังสาขาต่าง ๆ ให้กว้างขวางขึ้นโดยเน้นการศึกษาในระดับปริญญาตรีเป็นหลัก และตั้งแต่ พ.ศ. 2504 - ถึงปัจจุบัน มหาวิทยาลัยได้ขยายการศึกษาระดับปริญญาตรีอย่างกว้างขว้าง พร้อมกับพัฒนาการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา และก่อตั้งหน่วยงานต่างๆ เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนและงานบริการทางวิชาการแก่สังคม



มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อันดับ 81

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาคแห่งแรกของประเทศไทย

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทยที่ตั้งขึ้นใน ส่วนภูมิภาค และเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่เรียกชื่อตามชื่อเมือง ปัจจุบันมหาวิทยาลัยนี้ตั้งอยู่เชิงดอยสุเทพ อำเภอเมือง เชียงใหม่ ขนาบข้างด้วยถนนห้วยแก้ว และถนนสุเทพ ห่างจากตัวเมืองประมาณ 4 ก.ม. และมีเนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่เศษ เปิดทำการสอน เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2507

ปี พ.ศ. 2484 รัฐบาลมีนโยบายที่จะจัดตั้งมหาวิทยาลัยในส่วนภูมิภาคขึ้นแต่เกิดสงครามโลก ครั้งที่ 2 การดำเนินงานจึงชะงักลง ต่อมาในปี พ.ศ. 2501 รัฐบาลชุดจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายเกี่ยวกับการศึกษาว่า ? จะดำเนินการพัฒนาการศึกษาในส่วนภูมิภาค ตลอดถึงการศึกษาชั้นสูง ? พ.ศ. 2502 ได้มีการประชุมโครงการพัฒนาการศึกษาในส่วนภูมิภาค ภาคการศึกษา 8 ณ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ม.ล.ปิ่น มาลากุล) เป็นประธาน ที่ประชุมมีความเห็นว่า ?น่าจะจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ? พ.ศ. 2503 รัฐบาลชุด จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ลงมติอนุมัติให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรียกชื่อมหาวิทยาลัยนี้ว่า ?มหาวิทยาลัยเชียงใหม่?

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เปิดทำการสอนเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2507 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นองค์ประธาน ในพิธีเปิดมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2508

ในระยะเริ่มต้นได้เปิดดำเนินการสอนเพียง 3 คณะ ที่เป็นรากฐานของทุกสาขาวิชา คือ คณะมนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ และคณะวิทยาศาสตร์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2508 ได้รับโอนกิจการคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลนครเชียงใหม่ จาก มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (มหาวิทยาลัยมหิดลใน ปัจจุบัน)มาเป็นคณะแพทยศาสตร์สังกัดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในปีเดียวกันนี้เอง ได้เริ่มจัดตั้งคณะเกษตรศาสตร์ขึ้นอีกคณะหนึ่ง ในปีการศึกษา 2511 ได้จัดตั้งคณะศึกษาศาสตร์ และในปีการศึกษา 2513 ได้จัดตั้งคณะใหม่อีก คือ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2515 จึงได้จัดตั้งเพิ่มขึ้นอีก 3 คณะคือ คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ และคณะพยาบาลศาสตร์ ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีคณะทั้งหมดด้วยกัน 21 คณะ โดยในปี พ.ศ. 2518 ได้จัดตั้งคณะเทคนิคการแพทย์เพิ่มขึ้น และตั้งบัณฑิตวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ. 2519 เพื่อเป็นหน่วยประสานงานด้านการเรียนการสอนและมาตรฐานหลักสูตรขั้นบัณฑิต ศึกษามีฐานะเทียบเท่าคณะหนึ่งแต่การดำเนินงานด้าน การสอนและการวิจัยซึ่งกระทำโดยคณาจารย์ของคณะ และได้มีการจัดตั้งคณะวิจิตรศิลป์ขึ้น ในปี พ.ศ. 2525 เปิดรับนักศึกษาตั้งแต่ ปีการศึกษา 2526 ในปี 2536 ได้จัดตั้งคณะเพิ่มขึ้นอีก 3 คณะ คือ คณะเศรษฐศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจ และคณะอุตสาหกรรมเกษตร และในปี พ.ศ. 2538 ได้จัดตั้งคณะเพิ่มอีก 1 คณะคือคณะสัตวแพทยศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2543 ได้มีการจัดตั้งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ขึ้นเป็นคณะที่ 17 ในปีพ.ศ. 2548 ได้จัดตั้งอีกสามคณะคือ คณะการสื่อสารมวลชน คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ และวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี (เทียบเท่าคณะ) ล่าสุดปีพ.ศ. 2549 ได้จัดตั้งคณะที่ 21 คือ คณะนิติศาสตร์ โดย การประเมินศักยภาพของมหาวิทยาลัยของไทย สกอ ได้จัดให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อยู่ในกลุ่ม ดีเลิศ ทั้งการเรียนการสอน และการวิจัย

ใน ปี 2550 ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 255x ได้ผ่าน สนช. และพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2551 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2551 เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐลำดับที่ 12



มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อันดับ 85

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองของไทย

มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองถือได้ว่าเป็นผลพวงหรือ ?คู่แฝด? ของการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไต
ยในประเทศไทย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 โดยในคำประกาศของคณะราษฎรใน วันยึดอำนาจกล่าวว่า การที่ราษฎรยังถูกดูหมิ่นว่ายังโง่อยู่ ไม่พร้อมกับระบอบประชาธิปไตยนั้น ?เป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่? นโยบายหรือหลักประการที่ 6 ใน หลัก 6 ประการของคณะราษฎร จึงระบุไว้ว่า ?จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร? สถาบันศึกษาแบบใหม่ที่เปิดกว้างให้ประชาชนชาวสยามได้รับการศึกษาชั้นสูง โดยเฉพาะที่จะรองรับการปกครองบ้านเมืองที่เปลี่ยนไป จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมาคู่กันกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ดังที่ปรีดี พนมยงค์ ได้กล่าวไว้ในโอกาสจัดตั้งมหาวิทยาลัยว่า ?การตั้งสถานศึกษาตามลักษณะมหาวิทยาลัยย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ และเป็นปัจจัยในการแสดงความก้าวหน้าของประเทศ ประชาชนชาวสยามจะเจริญในอารยธรรมได้ก็โดยอาศัยการศึกษาอันดีตั้งแต่ชั้นต่ำ ตลอดจนการศึกษาชั้นสูง เพราะฉะนั้นการที่จะอำนวยความประสงค์และประโยชน์ของราษฎรในสมัยนี้ จึงจำต้องมีสถานการศึกษาให้ครบบริบูรณ์ทุกชั้น? และ ?มหาวิทยาลัยย่อมอุปมาประดุจบ่อน้ำบำบัดความกระหายของราษฎร ผู้สมัครแสวงหาความรู้อันเป็นสิทธิและโอกาสที่เขาควรมีควรได้ตามหลักแห่ง เสรีภาพในการศึกษา รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรเห็นความจำเป็นในข้อนี้ จึงได้ตราพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้น?

อีกแรงผลักดันหนึ่งที่ทำให้เกิดการก่อตั้ง มธก. ขึ้น อาจมาจากกลุ่มอดีตนักเรียนโรงเรียนกฎหมายของกระทรวงยุติธรรม กล่าวคือใน พ.ศ. 2476 รัฐบาลอนุรักษนิยมช่วงเปลี่ยนผ่านของพระยามโนปกรณ์นิติธาดา โรงเรียนกฎหมายของกระทรวงยุติธรรมได้ถูกโอนไปขึ้นกับคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ของจุ
ฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่หนึ่งปี ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้แก่นักเรียนโรงเรียนกฎหมาย ที่ต้องการให้ยกฐานะโรงเรียนของตนเป็นมหาวิทยาลัยดังเช่นจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย แต่กลับถูกทำให้เสมือนถูกยุบหายไป จึงมีผลผลักดันให้นักเรียนกฎหมายดังกล่าวเคลื่อนไหวหนุนให้มีการก่อตั้ง มธก. ขึ้น โดยเมื่อจัดตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองนั้น ได้โอนทรัพย์สินตลอดจนคณาจารย์ของโรงเรียนกฎหมายเดิม เข้ามาสังกัดในมหาวิทยาลัยใหม่นี้ด้วย

ด้วยเหตุทั้งหมดนี้ มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองจึงได้สถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2477 ณ ที่ตั้งเก่าของโรงเรียนกฎหมาย บนถนนราชดำเนิน เชิงสะพานผ่านพิภพลีลา โดยมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทำพิธีเปิดมหาวิทยาลั


ในช่วงเวลา 2 ปีแรก (พ.ศ. 2477-2479) การเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยยังคงดำเนินอยู่ที่ตึกโรงเรียนกฎหมายเดิม หลังจากนั้นจึงได้ย้ายมาที่บริเวณวังหน้า ท่าพระจันทร์ ดังเช่นในปัจจุบัน และต่อมาได้มีการขยายการเรียนการสอนออกไปที่จังหวัดปทุมธานี ลำปาง ชลบุรี นราธิวาส และอุดรธานี



มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อันดับ 108

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เก่าแก่อันดับสามของไทยและเป็นแห่งแรกที่เปิดสอนด้านการเกษตร

ในปี พ.ศ. 2447 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชวินิจฉัยให้อุดหนุนการทำไหมและทอผ้าของประเทศ โดยได้ว่าจ้าง ดร.คาเมทาโร่ โทยาม่าจากมหาวิทยาลัยโตเกียว ทดลองเลี้ยงไหมตามแบบฉบับของญี่ปุ่น สอนและฝึกอบรมนักเรียนไทยในวิชาการเลี้ยงและการทำไหม โดยมี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม พระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมช่างไหม กระทรวงเกษตราธิการในขณะนั้น ทรงจัดตั้งโรงเรียนช่างไหม9 ขึ้นเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2447 ณ ท้องที่ตำบล ทุ่งศาลาแดง กรุงเทพมหานคร ซึ่งนับว่าเป็นสถาบันการศึกษาอันเกี่ยวกับการเกษตรแห่งแรก จากนั้นในภายหลังได้เปลี่ยนชื่อจากโรงเรียนช่างไหมแห่งนี้ เป็นโรงเรียนวิชาการเพาะปลูก ในปีพ.ศ. 2449 เนื่องจากมีวิชาการเพาะปลูกพืชอื่น ๆเข้ามาประกอบ

ต่อมาโรงเรียนเกษตราธิการ ได้ถือกำเนิดขึ้น ในปี 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2451ณ วังสระปทุม โดยที่กระทรวงเกษตราธิการได้ทำการรวบรวมโรงเรียนที่อยู่ในสังกัดของกระทรวง 3 โรงเรียนคือโรงเรียนแผนที่ (จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2425) โรงเรียนกรมคลอง (จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2448) และโรงเรียนวิชาการเพาะปลูก เป็นโรงเรียนเดียวกันเพื่อผลิตคนเข้ารับราชการในกรมกองต่าง ๆ ของกระทรวงเกษตราธิการ ถือได้ว่าเป็นหลักสูตรระดับอุดมศึกษาวิชาเกษตรศาสตร์ หลักสูตรแรกของประเทศไทย โดยได้เริ่มดำเนินการสอนหลักสูตรใหม่นี้ในปี พ.ศ. 2452

ด้วยเหตุที่วัตถุประสงค์ของโรงเรียนกระทรวงเกษตราธิการ ตรงกับพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในเรื่องของการจัดตั้งโรงเ
รียนข้าราชการพลเรือนซึ่งได้ทรงจัดตั้งขึ้นในกระทรวงธรรมการ โรงเรียนกระทรวงเกษตราธิการจากเดิมที่สังกัดกระทรวงเกษตราธิการจึงย้ายมาสังกัดกระทร
วงธรรมการ ในปี พ.ศ. 2456โดยใช้ วังวินด์เซอร์ เป็นสถานที่ทำการเรียนการสอนของโรงเรียนกระทรวงเกษตราธิการที่ยุบเข้ารวมกับ โรงเรียนข้าราชการพลเรือน
โรงเรียนเกษตราธิการ พระราชวังวินด์เซอร์

และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงส่งนักเรียนไทยไปเรียนต่างประเทศจำนวนมาก ในจำนวนนี้มีพระยาเทพศาสตร์สถิตย์ และ เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ทั้ง 2 ท่านได้เริ่มก่อตั้งโรงเรียนด้านการเกษตรโดยสังกัดกระทรวงเกษตราธิการขึ้นมาอีกครั้ง ในนาม ?โรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรม? ตั้งอยู่ที่ ตำบลหอวังในปี พ.ศ. 2460 ภายหลังจึงได้มีการย้ายการเรียนการสอนไปที่ ตำบลพระประโทน อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ในปี พ.ศ. 2461

ในปี พ.ศ. 2474หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร และเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ได้ร่วมกันขยายการจัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมไป สู่ระดับภูมิภาคมากขึ้น โดยภาคกลาง ตั้งอยู่ที่ จังหวัดสระบุรี ภาคเหนือ ตั้งอยู่ที่ จังหวัดเชียงใหม่ ภาคอีสาน ตั้งอยู่ที่ จังหวัดนครราชสีมา และภาคใต้ ตั้งอยู่ที่ จังหวัดสงขลา

พ.ศ. 2478 โรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมในภูมิภาคต่างๆได้ปิดตัวลงตามข้อบังคับของการ ปรับเปลี่ยนระบบราชการในขณะนั้น จึงได้มีการยุบรวมโรงเรียนในส่วนภูมิภาคทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน หลวงอิงคศรีกสิการ หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ และพระช่วงเกษตรศิลปการ ( สามบูรพาจารย์ผู้ให้กำเนิดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) จึงเสนอให้รักษาโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมไว้ที่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เพียงแห่งเดียว และเปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็น ?โรงเรียนมัธยมวิสามัญเกษตรกรรม? ต่อมาจึงได้มีการยกฐานะของโรงเรียนจนก่อตั้งเป็น ?วิทยาลัยเกษตรศาสตร์? มีฐานะเป็นกองวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในกรมเกษตรและประมง ตามความต้องการของกระทรวงเกษตราธิการ

ต่อมากระทรวงเกษตราธิการได้จัดตั้งสถานีเกษตรกลางขึ้นในท้องที่ อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ดังนั้น จึงได้ย้ายวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาตั้งอยู่ที่ อ. บางเขนในปี พ.ศ. 2481 และให้ส่วนราชการที่ อำเภอสันทราย เป็น ?โรงเรียนเตรียมเกษตรศาสตร์? เพื่อเป็นการเตรียมนิสิตให้วิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ อ.บางเขนต่อไป

ในปี พ.ศ. 2486 ? วิทยาลัยเกษตรศาสตร์? ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น ?มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์? ใน สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีฐานะเป็นกรมในสังกัดกระทรวงเกษตราธิการ และให้แต่งตั้งข้าราชการประจำ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการมหาวิทยาลัย หลวงสินธุสงครามชัย ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการ เป็นผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีคนแรก มีการเปิดสอนใน 4 คณะ คือ โดยมี คณะกสิกรรมและสัตวบาล คณะวนศาสตร์ คณะสหกรณ์ และ คณะการประมงค์ เป็นคณะแรกตั้ง ในปัจจุบันคือ คณะเกษตร คณะวนศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์คณะบริหารธุรกิจ และ คณะประมง เป็นคณะก่อตั้งของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตามลำดับ



มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อันดับ 109

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในภาคใต้ของประเทศไทย

เมื่อปี พ.ศ. 2505 รัฐบาลมีนโยบายจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นที่ภาคใต้ โดยเริ่มต้นจากการจัดตั้ง ?วิทยาลัยศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์? เพื่อรอการพัฒนาขึ้นเป็นระดับมหาวิทยาลัย ต่อมา ในปี พ.ศ. 2508 คณะรัฐมนตรีได้มีการอนุมัติหลักการในการจัดตั้งมหาวิทยาลัยในภาคใต้ขึ้นที่ ตำบลรูสะมิแล อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี โดยจะใช้เป็นที่ตั้งของคณะวิศวกรรมศาสตร์ และใช้ชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า ?มหาวิทยาลัยภาคใต้? ซึ่งมีสำนักงานชั่วคราวของมหาวิทยาลัยอยู่ที่อาคารคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (อาคารคณะเภสัชศาสตร์์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในปัจจุบัน)

หลังจากนั้น คณะกรรมการพัฒนาภาคใต้ โดย พ.อ.ถนัด คอมันตร์ นำความกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานชื่อให้แก่มหาวิทยาลัย เพื่อเป็นสิริมงคลแก่มหาวิทยาลัย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานนามมหาวิทยาลัยว่า ?มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์? เมื่อวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2510 ตามพระนามฐานันดรศักดิ์ของสมเด็จพระบรมราชชนก กรมหลวงสงขลานครินทร์ ดังนั้น มหาวิทยาลัยจึงถือว่าวันที่ 22 กันยายน ของทุกปีเป็น ?วันสงขลานครินทร์?

ในปี พ.ศ. 2510 มหาวิทยาลัยที่จังหวัดปัตตานีก่อสร้างเสร็จในบางส่วนแล้วนั้น ศาสตราจารย์ ดร.สตางค์ มงคลสุข และคณะ ได้เดินทางไปตรวจการก่อสร้าง พบว่า บริเวณดังกล่าวไม่เหมาะสมสำหรับเป็นที่ตั้งของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ดังนั้น จึงมีความเห็นว่า มหาวิทยาลัยที่จังหวัดปัตตานีนั้นควรใช้เป็นอาคารของคณะศึกษาศาสตร์ และคณะทางศิลปศาสตร์ และได้ย้ายคณะวิศวกรรมศาสตร์ไปตั้งที่ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ต่อมา วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2511 ได้มีพระบรมราชโองการประกาศใช้พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ขึ้น มหาวิทยาลัยจึงกำหนดให้วันที่ 13 มีนาคม ของทุกปี เป็น ?วันสถาปนามหาวิทยาลัย?

ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยได้เปิดคณะวิชาต่าง ๆ 25 คณะ โดยเปิดสอนสาขาวิชาการต่างๆ จำนวน 236 สาขา เป็นการศึกษาระดับปริญญาเอกและเทียบเท่า 20 สาขา หลักสูตรฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทาง 9 สาขา, ปริญญาโท 86 สาขา, ประกาศนียบัตรบัณฑิต 2 สาขา, ปริญญาตรี (4-6 ปี) 121 สาขา



กรุณาสมัครสมาชิกหากต้องการแสดงความคิดเห็น คลิ๊ก>>>> สมัครสมาชิกมหิดล
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07/07/52, 16:39:14 โดย i3eeeeem » บันทึกการเข้า
Moderator
เด็กทารก
*****
จิตพิสัย: +1/-0
Level 4 : Exp 43%
HP: 0.9%
PD: 0.121

กระทู้: 30
เพศ: ชาย
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: 07/07/52, 16:30:22 »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง


มหาวิทยาลัยขอนแก่น อันดับ 113

มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยแห่งแรกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ในปี พ.ศ. 2484 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล โดยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็น นายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายและโครงการที่จะขยายการศึกษาระดับอุดมศึกษาสู่ส่วนภูมิภาค สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะจัดตั้งมหาวิทยาลัยที่จังหวัดอุบลราชธานี แต่ในระหว่างนั้น ได้เกิดสงครามเอเชียบูรพา ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องตัดสินใจเข้าร่วมกับญี่ปุ่นต่อสู้กับฝ่ายสัมพันธมิตร จึงทำให้การจัดตั้งมหาวิทยาลัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยุติลงในปี พ.ศ. 2503 รัฐบาลซึ่งมี จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการทบทวนการจัดตั้งมหาวิทยาลัยนี้อีกครั้งหนึ่ง

ต่อมาในปี พ.ศ. 2505 จึงได้มีมติให้จัดตั้งสถาบันการศึกษาชั้นสูง ด้านวิศวกรรมศาสตร์ และเกษตรศาสตร์ขึ้น ที่จังหวัดขอนแก่น เสนอชื่อสถาบันแห่งนี้ว่า ?สถาบันเทคโนโลยีขอนแก่น? และเสนอชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า ?Khon Kaen Institute of Technology? มีชื่อย่อว่า K.I.T. หลังจากนั้นได้เปลี่ยนชื่อสถาบันนี้เป็น ?มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ? เนื่องจากขณะนั้นยังไม่มีหน่วยราชการใด ที่จะรับผิดชอบการดำเนินการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยโดยตรง รัฐบาลจึงได้มีมติให้สภาการศึกษาแห่งชาติเป็นผู้รับผิดชอบในด้านการหาสถาน ที่ จัดร่างหลักสูตร ตลอดจนการติดต่อความช่วยเหลือจากต่างประเทศ

ในปี พ.ศ. 2506 คณะอนุกรรมการได้ตกลงเลือกบ้านสีฐานเป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัยในเนื้อที่ ประมาณ 5,500 ไร่ ห่างจากตัวเมืองขอนแก่น 4 กิโลเมตร เมื่อปี พ.ศ. 2507 สำนักงานจัดตั้งมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ ได้รับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยรุ่นแรก จำนวนทั้งสิ้น 107 คน โดยแยกเป็นนักศึกษาเกษตรศาสตร์ 49 คน และวิศวกรรมศาสตร์ 58 คนโดยฝากเรียนที่คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (มหาวิทยาลัยมหิดลในปัจจุบัน)

คณะรัฐมนตรีมีมติให้เปลี่ยนชื่อ มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็น ?มหาวิทยาลัยขอนแก่น? ตามชื่อเมืองที่ตั้ง และได้โอนกิจการจากสำนักงานสภาการศึกษาแห่งชาติไปเป็นของมหาวิทยาลัยขอนแก่นในปี พ.ศ. 2508 ปีถัดมาคือ พ.ศ. 2509 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ตราพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยขอนแก่น และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2509 ซึ่งถือเป็น วันสถาปนามหาวิทยาลัย อีกทั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของมหาวิทยาลัย จอมพล ถนอม กิตติขจร และนายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่นในขณะนั้น ได้ประชุมสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น และพิจารณาแต่งตั้งให้:

1. ฯพณฯ พจน์ สารสิน เป็นอธิการบดี
2. ศาสตรจารย์ พิมล กลกิจ เป็นรองอธิการบดี ผู้รักษาการคณบดีคณะวิทยาศาสตร์-อักษรศาสตร์ และผู้รักษาการคณบดีเกษตรศาสตร์
3. ดร. วิทยา เพียรวิจิตร เป็นผู้รักษาการคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์

และในปีเดียวกันนี้ ได้ย้ายนักศึกษาที่ฝากเรียนไว้ที่คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์(มหาวิทยาลัยมหิดลในปัจจุบัน) มาศึกษาที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นในสถานที่ปัจจุบัน ต่อมาในวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2510 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ


มหาวิทยาลัยบูรพา อันดับ 151

มหาวิทยาลัยบูรพา จากวิทยาเขตสู่มหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยบูรพา ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 169 ถนนลงหาดบางแสน ตำบลแสนสุข อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 638 ไร่ 2 งาน 35 ตารางวา เป็นมหาวิทยาลัยประจำภาคตะวันออก ซึ่งได้รับการยกฐานะจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตบางแสน โดยมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยบูรพา พ.ศ. 2533 ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2533

ความเป็นมาก่อนที่จะก่อตั้งเป็น มหาวิทยาลัยบูรพานั้น ได้เริ่มในปี พ.ศ. 2492 โดยมีการจัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูชั้นสูงขึ้น ณ ซอยประสานมิตร อำเภอพระโขนง จังหวัดพระนคร ต่อมาในปี พ.ศ. 2497 ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น วิทยาลัยวิชาการศึกษาในปี พ.ศ. 2498 ได้ขยายวิทยาเขตออกไปอีก 2 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยวิชาการศึกษาปทุมวัน และวิทยาลัยวิชาการศึกษา บางแสน

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2498 ได้ก่อตั้ง วิทยาลัยวิชาการศึกษา บางแสน ขึ้นซึ่ง ชาววิทยาลัยวิชาการศึกษาบางแสนถือว่า วันที่ 8 กรกฎาคม หรือเรียกว่า ?แปดกรกฎ? ของทุกปีเป็นวันคล้าย วันสถาปนามหาวิทยาลัย จัดเป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของประเทศ ที่ตั้งอยู่ส่วนภูมิภาคกำหนดหลักสูตร 4 ปี ผู้เรียนสำเร็จตามหลักสูตรได้รับปริญญาการศึกษาบัณฑิต (กศ.บ.) ต่อมาในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2499 ได้รับโอนโรงเรียนพิบูลบำเพ็ญ ต.แสนสุข ชลบุรี เพื่อปรับปรุงให้เป็นโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัย โดยใช้ชื่อโรงเรียนใหม่ว่า โรงเรียนสาธิต?พิบูลบำเพ็ญ? วิทยาลัยวิชาการศึกษาบางแสน ในปี พ.ศ. 2501 บัณฑิตรุ่นแรก จำนวน 35 คน สำเร็จการศึกษา ต่อมาในปี พ.ศ. 2505 ได้เปิดรับนักศึกษาบุคคลภายนอก ผู้มีวุฒิ ป.ม. หรือ พ.ม. หรือ อ.กศ. ป.กศ.สูง หรือเทียบเท่าเข้าศึกษาภาคสมทบในหลักสูตร การศึกษาบัณฑิต (กศ.บ.)

ในปี พ.ศ. 2512 ได้มีการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์สัตว์และสถานเลี้ยงสัตว์น้ำเค็มขึ้น และเปิดให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไปเข้าชมเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2515 กรมสามัญศึกษาได้โอนอาคารเรียน ที่ดินและสิ่งก่อสร้างของวิทยาลัยบางแสนให้เป็นส่วนหนึ่งของวิทยาลัยวิชาการศึกษา ในวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2517 วิทยาลัยวิชาการศึกษาได้รับการเปลี่ยนฐานะเป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒโดยพระราชบ
ัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ดังนั้น วิทยาลัยวิชาการศึกษา บางแสน จึงมีฐานะเป็น มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตบางแสนและได้มีการปรับปรุงกิจการดำเนินการของมหาวิทยาลัย ขึ้นตามลำดับ

ในปี พ.ศ. 2531 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ยกฐานะมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตบางแสน เป็นมหาวิทยาลัยเอกเทศ ต่อมาในปี พ.ศ. 2532 คณะรัฐมนตรีรับ หลักการร่างพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยบูรพา สภาผู้แทนราษฎรได้ประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยบูรพา ลงมติรับหลักการและส่งให้คณะกรรมาธิการการศึกษาสภาผู้แทนราษฎรดำเนินการจน กระทั่ง ในวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2533 จึงได้รับ การยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยบูรพาโดยประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 107 ตอนที่ 131

ขอบคุณข้อมูลจากวิกิพีเดียไทย

รวบรวมและเรียบเรียงข้อมูลโดยทีมMthainews
http://news.mthai.com/webmaster-talk/29709.html
http://www.naewna.com/news.asp?ID=161233
กรุณาสมัครสมาชิกหากต้องการแสดงความคิดเห็น คลิ๊ก>>>> สมัครสมาชิกมหิดล
บันทึกการเข้า
เด็กอนุบาล
**
จิตพิสัย: +0/-0
Level 6 : Exp 10%
HP: 1%
PD: 0.231

กระทู้: 57
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: 07/07/52, 22:58:20 »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง

มหิดลที่1ของประเทศไทยด้วย สุดยอด
กรุณาสมัครสมาชิกหากต้องการแสดงความคิดเห็น คลิ๊ก>>>> สมัครสมาชิกมหิดล
บันทึกการเข้า
เด็กประถม
***
จิตพิสัย: +1/-0
Level 12 : Exp 24%
HP: 0.6%
PD: 0.939

กระทู้: 229
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: 10/07/52, 00:06:23 »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง

เยี่ยม Cool
กรุณาสมัครสมาชิกหากต้องการแสดงความคิดเห็น คลิ๊ก>>>> สมัครสมาชิกมหิดล
บันทึกการเข้า

เด็กอนุบาล
**
จิตพิสัย: +2/-1
Level 5 : Exp 71%
HP: 0.6%
PD: 0.202

กระทู้: 50
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: 10/07/52, 00:06:51 »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง

เย้ๆ
กรุณาสมัครสมาชิกหากต้องการแสดงความคิดเห็น คลิ๊ก>>>> สมัครสมาชิกมหิดล
บันทึกการเข้า
เด็กอนุบาล
**
จิตพิสัย: +0/-0
Level 6 : Exp 10%
HP: 1%
PD: 0.231

กระทู้: 57
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: 10/07/52, 20:51:41 »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง

เพราะเราเรียนไง เลยติดที่ 1 ของประเทศเลย  Grin
กรุณาสมัครสมาชิกหากต้องการแสดงความคิดเห็น คลิ๊ก>>>> สมัครสมาชิกมหิดล
บันทึกการเข้า
เด็กอนุบาล
**
จิตพิสัย: +1/-0
Level 6 : Exp 90%
HP: 0.7%
PD: 0.322

กระทู้: 73
เพศ: ชาย
ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: 26/07/52, 03:25:39 »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง

ภูมิใจใช่หยอก *

คริคริ    Grin
กรุณาสมัครสมาชิกหากต้องการแสดงความคิดเห็น คลิ๊ก>>>> สมัครสมาชิกมหิดล
บันทึกการเข้า

ก็เรามันแค่ USER ต้องทำใจ
ผู้ดูแลประจำ
เด็กมัธยม
*****
จิตพิสัย: +1/-0
Level 16 : Exp 52%
HP: 0.8%
PD: 1.712

กระทู้: 416
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: 26/07/52, 12:25:01 »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง

เกิดเป็นไทย ตายเพื่อไทย ทะนุบำรุงให้รุ่งเรืองสมเป็นเมืองของไทย  Cool Cool Cool
กรุณาสมัครสมาชิกหากต้องการแสดงความคิดเห็น คลิ๊ก>>>> สมัครสมาชิกมหิดล
บันทึกการเข้า
Moderator
เด็กมหาลัย
*****
จิตพิสัย: +3/-1
Level 22 : Exp 24%
HP: 0.6%
PD: 3.065

กระทู้: 751
เพศ: ชาย
smile_j0@Hotmail.com ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: 26/07/52, 14:00:24 »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง

ไทยแลนด์  ซ้อนมอไซค์
กรุณาสมัครสมาชิกหากต้องการแสดงความคิดเห็น คลิ๊ก>>>> สมัครสมาชิกมหิดล
บันทึกการเข้า

Moderator
เด็กประถม
*****
จิตพิสัย: +1/-2
Level 10 : Exp 28%
HP: 0.6%
PD: 0.664

กระทู้: 162
ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: 26/07/52, 21:20:55 »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง

มหิดลลลลลลลลลลลลลล
กรุณาสมัครสมาชิกหากต้องการแสดงความคิดเห็น คลิ๊ก>>>> สมัครสมาชิกมหิดล
บันทึกการเข้า





Moderator
เด็กมหาลัย
*****
จิตพิสัย: +3/-1
Level 22 : Exp 24%
HP: 0.6%
PD: 3.065

กระทู้: 751
เพศ: ชาย
smile_j0@Hotmail.com ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: 26/07/52, 21:56:22 »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง

บอกแล้วมหิดลเจ๋งสุดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
กรุณาสมัครสมาชิกหากต้องการแสดงความคิดเห็น คลิ๊ก>>>> สมัครสมาชิกมหิดล
บันทึกการเข้า

Moderator
เด็กประถม
*****
จิตพิสัย: +1/-2
Level 10 : Exp 28%
HP: 0.6%
PD: 0.664

กระทู้: 162
ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: 26/07/52, 21:57:51 »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง

คับ

ตั้งแต่ผมมาอยู่นี่ อันดับก็ขึ้นเอาขึ้นเอา
กรุณาสมัครสมาชิกหากต้องการแสดงความคิดเห็น คลิ๊ก>>>> สมัครสมาชิกมหิดล
บันทึกการเข้า





เด็กอนุบาล
**
จิตพิสัย: +0/-0
Level 6 : Exp 25%
HP: 0.6%
PD: 0.245

กระทู้: 60
ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: 27/07/52, 03:17:04 »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง

คับ

ตั้งแต่ผมมาอยู่นี่ อันดับก็ขึ้นเอาขึ้นเอา

เห็นด้วยเลย
กรุณาสมัครสมาชิกหากต้องการแสดงความคิดเห็น คลิ๊ก>>>> สมัครสมาชิกมหิดล
บันทึกการเข้า
ผู้ดูแลประจำ
เด็กมัธยม
*****
จิตพิสัย: +1/-0
Level 16 : Exp 52%
HP: 0.8%
PD: 1.712

กระทู้: 416
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #14 เมื่อ: 27/07/52, 09:51:14 »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง

มหิดลจะไปบอลโลก  Cry Cry Cry
กรุณาสมัครสมาชิกหากต้องการแสดงความคิดเห็น คลิ๊ก>>>> สมัครสมาชิกมหิดล
บันทึกการเข้า
คำค้น:
หน้า: [1] 2
  ตอบ  |  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้ตัวมีขีดกลาง|ตัวเรืองแสงตัวมีเงาตัวอักษรวิ่ง|จัดย่อหน้าอิสระจัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา|เส้นขวาง|ขนาดตัวอักษรแบบตัวอักษร
ใส่แฟลชใส่รูปใส่ไฮเปอร์ลิ้งค์ใส่อีเมล์ใส่ลิ้งค์ FTP|ใส่ตารางใส่แถวของตารางใส่คอลัมน์ตาราง|ตัวยกตัวห้อยตัวพิมพ์ดีด|ใส่โค้ดใส่การอ้างถึงคำพูด|ใส่ลีสต์
Smiley Wink Cheesy Grin Angry Sad Shocked Cool Huh? Roll Eyes Tongue Embarrassed Lips Sealed Undecided Kiss Cry :จ้อง: โทร ซ้อนมอไซค์ เซง เขิล ช็อค วูบ ซึ้ง ได้โปรด มาดเท่ ฮูเล่
Powered by SMF 1.1.10 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
BrIGhTZ Oh I Think | Sitemap | ผังเว็บ | Valid XHTML 1.0 Transitional Valid CSS!